8 เทคนิคแก้อาการท้องผูก ที่คุณควรรู้ 2019

Advertisements

8 เทคนิคแก้อาการท้องผูก ที่คุณควรรู้ 2019ปัญหาจากการท้องผูกนั้น คงต้องบอกว่า คงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องเคยประสบกับปัญหาเหล่านี้ และอาจปล่อยปละละเลยคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ซึ่งช่วงเวลาประมาณ ตี 5 ถึง 7 โมงเช้าของทุกวัน จะเป็นช่วงเวลาที่ลำไส้ใหญ่ทำงาน และเหมาะสมต่อการขับถ่ายอุจจาระมากที่สุด แต่คนส่วนใหญ่มีสองประเภทคือ อาจต้องรีบไปทำงาน ไม่มีเวลาเข้าห้องน้ำขับถ่ายเพื่ออุจจาระในช่วงเวลาที่เหมาะสม หรืออีกกลุ่มหนึ่งคือ การตื่นนอนหลังจากช่วงเวลาที่เหมาะสม ก็อาจส่งผลให้ลำไส้มีการดูดน้ำกลับ ทำให้เมื่อคุณขับถ่าย อุจจาระมีลักษณะแข็ง ส่งผลให้ขับถ่ายยาก และนำไปสู่ปัญหาของโรคท้องผูกตามมา

แต่คุณรู้หรือไม่อาการเหล่านี้ หากปล่อยไว้ให้มีอาการท้องผูกติดต่อกันเป็นช่วงระยะเวลานานๆจนเข้าขั้นเรื้อรังได้ สิ่งเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะกระทบกับสุขภาพและชีวิตของคุณได้ เพราะการท้องผูกนั้นเกิดจากหลายสาเหตุมากมาย เช่น

  • โรคที่เกิดจากระบบต่อมไร้ท่อ อันเนื่องมาจากโรคเบาหวาน ไทรอยด์ต่ำ
  • การตั้งครรภ์

การอุดตันของทางเดินอาหาร

  • เกลือแร่ในร่างกาย เช่น โพแทสเซียมต่ำ ในขณะที่มีแคลเซียมสูง เป็นต้น
  • โรคทางระบบประสาทต่างๆ
  • ระบบลำไส้และการขับถ่ายมีการทำงานที่ผิดปกติ

และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว มักจะเกิดเป็นแผลขึ้นได้ ยังรวมถึงความเจ็บป่วยขณะขับถ่าย หรือแม้แต่อาจเกิดริดสีดวงขึ้นได้ วันนี้ทางผู้เขียนจึงมี วิธีแก้ท้องผูกทั้งหมด 8 วิธี เพื่อให้คุณรู้และเข้าใจ รวมถึงการเอาใจใส่สุขภาพร่างกายของตัวเองเพื่อให้สามารถรับมือกับอาการท้องผูกได้อย่างถูกต้อง ดังนี้

1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่นเมื่อมีสัญญาณเตือนครั้งแรกถึงการขับถ่าย ควรจะรีบไปนั่งขับถ่ายในท่าที่เหมาะสมให้เร็วที่สุด รวมถึงการคำนึงถึงอาหารการกิน ที่ขับถ่ายง่ายๆ โดยเฉพาะผักหรือผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงๆ

อาหารที่ช่วยแก้อาการท้องผูก
อาหารที่ช่วยแก้อาการท้องผูก มีอะไรบ้าง มาดูกัน

  • ลูกพรุนแห้ง มีกากใยมาก ซึ่งมีโยชน์ช่วยให้ร่างกายมีระบบขับถ่ายที่ดีขั้น ทุกวันนี้มีวางจำหน่ายทั้งแบบที่เป็นผลที่ช่วยให้คุณได้รับกากและสารอาหารมากขึ้น และแบบน้ำลูกพรุนนั่นเอง
  • แอปเปิลเขียว ซึ่งมีไฟเบอร์สูงถึง 4 กรัม
  • ผลไม้จำพวกมะละกอ กล้วยน้ำว้า ที่มีน้ำย่อยช่วยให้ขับถ่ายง่ายขึ้น
  • มะเฟือง มีฤทธิ์ที่ช่วยเป็นยาระบาย ลดกรดในกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดี ซึ่งควรทานขณะท้องว่างจะดีและออกฤทธิ์เต็มที่ที่สุด
  • เม็ดแมงลัก ควรนำมาแช่ในน้ำเปล่า ซึ่งช่วงที่จะส่งผลดีที่สุด คือ ควรการดื่มช่วงก่อนนอน อีกทั้ง เมือกที่ช่วยหล่อลื่นในเม็ดแมงลัก จะทำให้อุจจาระอ่อนตัว ขับถ่ายสะดวกขึ้น
  • มะขามเปียก เมื่อนำไปต้มและเติมเกลือลงไป จะช่วยให้ขับถ่ายง่ายขึ้นมาก ซึ่งช่วงเวลาที่สมควรดื่มที่สุด คือ 1-2 ชั่วโมงก่อนนอน

2. การหมั่นดูแลรักษาสุขภาพตัวเองอยู่อย่างสม่ำเสมอ 


การหมั่นดูแลรักษาสุขภาพตัวเองอยู่อย่างสม่ำเสมอ โดยนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดให้มากวันละ 8 – 10 แก้ว เพื่อให้ร่างกายมีน้ำไปหล่อเลี้ยง ชุ่มชื้นเสมอ อีกทั้งเมื่อตื่นเช้า ควรดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำที่อุณหภูมิห้อง สัก 2 แก้วก่อนแปรงฟันในตอนเช้า เพราะจะช่วยให้ลำไส้บีบตัวมากขึ้นและเกิดการปวดอุจจาระ และขับถ่ายได้ดี

3. ควรออกกำลังกายอย่างเป็นประจำ 

Health care
ควรออกกำลังกายอย่างเป็นประจำ ร่างกายเมื่อได้รับการเคลื่อนไหวแล้ว ย่อมส่งผลให้อวัยวะต่างๆภายในร่างกายนั้นทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น

4. เครื่องดื่ม จำพวกชา กาแฟ หรือสารที่มีคาเฟอีน


เครื่องดื่ม จำพวกชา กาแฟ หรือสารที่มีคาเฟอีก รวมถึงพวกเครื่องดื่มที่มีแอลดอฮอล์ผสมอยู่มากๆ นั้นไม่ส่งผลดีต่อร่างกายเลย เนื่องจากจะไปทำให้ลำใส้บีบตัว ให้ขับปัสสาวะออกมาบ่อยๆ ส่งผลให้น้ำในร่างกายที่มีอยู่สูญเสียไป ซึ่งกระทบต่ออาการท้องผูก

5. หมั่นบริหารกล้ามเนื้อเชิงกรานเป็นประจำ


หมั่นบริหารกล้ามเนื้อเชิงกรานเป็นประจำ และฝึกควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ทั้งการบีบและหดตัวของหูรูด เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการขับถ่ายให้ง่ายขึ้น

6. ฝึกการรับรู้ความรู้สึก รวมถึงกำหนดลมหายใจเข้า และหายใจออก


ฝึกการรับรู้ความรู้สึก รวมถึงกำหนดลมหายใจเข้า และหายใจออกเวลานั่งขับถ่าย วันละครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ เพื่อช่วยให้การทำงานของระบบขับถ่ายเป็นไปอย่างผ่อนคลายและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีทางด้านการขับถ่ายในระยะยาวได้

คุณสมบัติเด่นของครีมกลางคืน
บำรุงผิวยามค่ำคืนราวกับสปาผิวด้วยเนื้อสัมผัสบาล์มอินเจลซึบซาบเข้าสู่ผิวไวและบางเบาดุจน้ำ ไม่เหนียวเหนอะหนะและให้ความสดชื่นกับผิวตลอดทั้งคืนโดยไม่ต้องล้างออก ให้คุณตื่นขึ้นพร้อมผิวที่ดูสดชื่นมีชีวิตชีวา

7. การใช้ยาระบาย ที่อยู่ในกลุ่มที่ช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว 


การใช้ยาระบาย ที่อยู่ในกลุ่มที่ช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว เพื่อออกฤทธิ์ดูดซับน้ำ ซึ่งจะส่งผลให้เมื่อคุณอุจจาระแล้ว จะมีน้ำมากขึ้นมาหล่อเลี้ยงกลับไปยังลำไส้ใหญ่ รวมถึงยาบางจำพวกที่มีการหลังน้ำและเกลือแร่สู่ลำไส้ เป็นต้น (ไม่ควรซื้อมาทานเอง ควรอยู่ในคำแนะนำและการดูแลของแพทย์เสมอ)

8. กรณีที่คุณมีภาวะท้องผูกเรื้อรัง และการทานยาอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร


กรณีที่คุณมีภาวะท้องผูกเรื้อรัง และการทานยาอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควรแล้ว การผ่าตัดลำไส้ใหญ่ออกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งอาจเป็นทางเลือกที่จำเป็นในการดูแลรักษาอาการท้องผูก

จริงอยู่ที่ปัญหาอาการท้องผูกนั้นเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในมนุษย์ทุกคน ในบางคนก็อาจจะมีอาการเหล่านี้ ซึ่งนานๆทีเป็นบ้าง ซึ่งอาจคิดว่าก็ไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาอันใดมากมาย แต่การที่คุณรู้เท่าทันการณ์ต่อสิ่งเล็กๆรอบตัว รวมถึงพฤติกรรมต่างๆที่จะส่งผลให้เกิดปัญหาใหญ่ๆตามมา การป้องกัน และเอาใจใส่ดูแลตัวเอง ไม่นิ่งนอนใจ ก็จะช่วยหลีกเลี่ยงอาการต่างๆที่จะเป็นตัวเริ่มต้นของโรคภัยและปัญหาทางสุขภาพอื่นๆตามมา โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องเอาร่างกายตัวเองไปเสี่ยงกับอาการสุขภาพเหล่านี้ที่จะเกิดต่อร่างกายในระยะยาว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อไม่ก่อให้เกิดอาการท้องผูกที่จะนำไปสู่ปัญหาทางสุภาพเรื้อรังตามมา คือ การหมั่นไปเช็กตรวจสุขภาพกับแพทย์สักปีละ 1-2 ครั้ง และหากตรวจพบอาการต่างๆที่มีความเสี่ยงต่อโรคท้องผูกเรื้อรัง ก็จะได้รีบรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ทันท่วงที

[update later]

บทความใกล้เคียง